เช็ควันไข่ตกยังไงไม่ให้พลาด 5 เทคนิคที่แม่ๆ ต้องรู้

แม่ๆ รู้ไหมคะ? ไข่ของแม่ๆ ตกเพียงเดือนละ 1 ใบ และมีชีวิตอยู่แค่ 12-24 ชั่วโมงเท่านั้น ถ้านับวันไข่ตกพลาดไปแม้แค่วันสองวัน โอกาสตั้งครรภ์ในรอบนั้นก็อาจหลุดมือไปเลยค่ะ!
วันนี้ครูก้อยเลยรวบรวม 5 วิธีนับวันไข่ตกที่แม่ๆ ทำได้เองง่ายๆ ที่บ้าน มาฝากค่ะ เพื่อให้แม่ๆ กำหนด "ช่วงเวลาทอง" หรือ Fertile window (ช่วงวันที่มีโอกาสตั้งครรภ์สูงสุด) ได้แม่นยำขึ้น จะได้วางแผน "ทำการบ้าน" (มีเพศสัมพันธ์) ให้ตรงจังหวะ ไม่พลาดโอกาสมีเบบี๋ในแต่ละเดือนค่ะ
1. จดบันทึกรอบเดือน
รอบเดือนของแม่ๆ ส่วนใหญ่จะยาวประมาณ 28 วัน โดยไข่จะตกในวัน Day 14 ค่ะ แต่แม่ๆ แต่ละคนรอบเดือนสั้นยาวไม่เท่ากัน ครูก้อยแนะนำให้จดบันทึกไว้ 3-6 เดือน จะได้เห็นเทรนด์ว่ารอบเดือนของตัวเองยาวกี่วัน มาตรงรอบหรือไม่
วิธีนับ: ให้นับวันแรกที่ประจำเดือนมาเป็น Day 1 และวันสุดท้ายของรอบเดือนคือวันก่อนหน้าที่ประจำเดือนรอบถัดไปจะมา
ตัวอย่างเช่น ถ้าแม่ๆ มีประจำเดือนวันแรกวันที่ 4 มีนาคม แล้วประจำเดือนมาอีกครั้งวันที่ 1 เมษายน แสดงว่ารอบเดือนของแม่ๆ คือ 4-31 มีนาคม (นับได้ 28 วัน)
เมื่อรู้ความยาวรอบเดือนแล้ว ให้ใช้สูตรง่ายๆ คือ
จำนวนวันในรอบเดือน − 14 = วันที่ไข่ตก
- รอบเดือน 30 วัน → ไข่ตก Day 16
- รอบเดือน 26 วัน → ไข่ตก Day 12
- รอบเดือน 28 วัน (จากตัวอย่างเดิม) → นับวันที่ 4 มีนาคมเป็น Day 1 ไปจนถึง Day 14 ไข่จะตกตรงกับวันที่ 17 มีนาคมค่ะ
2. ใช้แอปนับรอบเดือนและทำนายวันไข่ตก
เพื่อความชัวร์และสะดวกขึ้น แม่ๆ ยุคใหม่สามารถโหลดแอปช่วยนับรอบเดือนได้เลยค่ะ แค่บันทึกวันที่ประจำเดือนมาในแอปทุกเดือน ระบบก็จะประมวลผลความยาวรอบเดือนและทำนายวันไข่ตกให้อัตโนมัติ แม่นยำกว่าการคำนวณมือ
แอปที่นิยม ได้แก่ Flo, Period Tracker, Clue หรือ Kindara มีทั้งเวอร์ชันใช้ฟรีและเสียเงิน แม่ๆ ลองเลือกโหลดมาใช้ที่ถูกใจกันดูนะคะ
3. สังเกตการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย
ช่วงใกล้ไข่ตก ร่างกายของแม่ๆ จะส่งสัญญาณเตือนหลายอย่าง หมั่นสังเกตให้ไวจะได้รู้ทันว่าไข่กำลังจะตก อาการที่พบได้บ่อยคือ
- อุณหภูมิร่างกายพื้นฐาน (Basal body temperature) สูงขึ้นเล็กน้อย
- คัดตึงหน้าอก
- อวัยวะเพศมีการเปลี่ยนแปลง บวมนูนขึ้น
- ความต้องการทางเพศเพิ่มขึ้น
- อาจมีอาการปวดเกร็งหน้าท้องข้างใดข้างหนึ่ง หรือมีเลือดออกทางช่องคลอดเล็กน้อย
4. เช็คมูกตกไข่ ลักษณะข้น ยืดได้ ใสไม่มีสี
ปกติช่องคลอดของแม่ๆ จะมีมูกอยู่แล้ว แต่ "มูกตกไข่" (Cervical mucus) จะแตกต่างออกไปชัดเจน คือมีลักษณะเหนียว ข้น ยืดเป็นเส้นได้ ใสไม่มีสี คล้ายไข่ขาวดิบ
แม่ๆ ควรหมั่นสังเกตมูกที่ช่องคลอดของตัวเอง โดยช่วงก่อน Day 14 จะเริ่มมีมูกตกไข่ออกมา ซึ่งเป็นกลไกธรรมชาติของร่างกายที่ต้องการให้อสุจิว่ายเข้าไปผสมกับไข่ได้ง่ายขึ้น และช่วยลดความเป็นกรดในช่องคลอดด้วยค่ะ
5. เช็คให้ชัวร์ด้วยชุดทดสอบ LH (ฮอร์โมนไข่ตก)
เป็นชุดตรวจฮอร์โมน LH (Luteinizing hormone หรือฮอร์โมนกระตุ้นการตกไข่) ผ่านปัสสาวะ หากตรวจพบฮอร์โมนตัวนี้พุ่งสูงขึ้น แสดงว่าไข่โตสมบูรณ์และกำลังจะตกในไม่ช้า
เมื่อแม่ๆ ประเมินวันไข่ตกคร่าวๆ จากแอปหรือการนับรอบเดือนแล้ว ควรเริ่มตรวจล่วงหน้าสัก 2-3 วันก่อนวันคาดการณ์ เพื่อความแม่นยำ เพราะไข่อาจตกก่อนหรือหลังวันที่คำนวณไว้ได้เสมอ
วิธีอ่านผล: หากขีดที่สอง (เส้น LH) จางกว่าขีดควบคุม แสดงว่าไข่ยังไม่ตก ต้องรอจนกว่าเส้น LH จะเข้มเท่ากับหรือเข้มกว่าเส้นควบคุม จึงจะแปลว่าไข่กำลังจะตกค่ะ
เคล็ดลับทำการบ้านให้ตรงจังหวะ อย่ารอแค่วันไข่ตก!
รู้ไหมคะ? อสุจิสามารถอยู่รอดในช่องคลอดของฝ่ายหญิงได้นานถึง 3-5 วัน ในขณะที่ไข่ตกลงมาแล้วจะมีชีวิตอยู่แค่ 12-24 ชั่วโมงเท่านั้น ถ้าทำการบ้านไม่ทัน ไข่ก็จะฝ่อสลายไป ต้องรอลุ้นรอบเดือนหน้าค่ะ
เพราะฉะนั้นเคล็ดลับสำคัญคือ อย่ารอทำการบ้านแค่วันที่คำนวณว่าไข่จะตก (เช่น Day 14) เพราะธรรมชาติไม่แน่นอน 100% ให้แม่ๆ เริ่มทำการบ้านล่วงหน้าไปเลยค่ะ เพื่อให้อสุจิเข้าไป "รอ" อยู่ในช่องคลอดก่อนไข่จะตกลงมา
เทคนิคที่ครูก้อยแนะนำคือ ใช้ช่วง Fertile window หรือ "ช่วงไข่สุก" ทำคร่อมหน้าคร่อมหลังรวด 5 วัน คือตั้งแต่ Day 11 ถึง Day 15 ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์ได้มากขึ้นค่ะ
เมื่อนับวันไข่ตกได้แม่นแล้ว สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการ "บำรุงไข่" ให้สมบูรณ์มีคุณภาพ เพราะไข่ที่ตกลงมาต้องสุกพร้อมปฏิสนธิด้วยค่ะ ครูก้อยรวบรวมคัมภีร์อาหารสำหรับคนเตรียมตัวตั้งครรภ์ไว้ให้แล้ว ทั้งบำรุงไข่ บำรุงมดลูก และปรับสมดุลฮอร์โมนให้พร้อม เชื่อว่าอีกไม่นานเบบี๋จะมาสมใจแม่ๆ แน่นอนค่ะ
หากแม่ๆ ยังไม่แน่ใจว่าเข้าใจถูกต้องหรือมีข้อสงสัยเรื่องการนับวันไข่ตก ทักมาคุยกับครูก้อยได้เลยนะคะ
