อายุ 35+ ท้องเสี่ยงอะไรบ้าง? ตรวจ MFM คืออะไร ต่างจากฝากครรภ์ทั่วไปยังไง?
- 26 ส.ค.
- ยาว 1 นาที

แม่ๆ รู้ไหมคะ? แค่ตัวเลขอายุ 35 ก็เปลี่ยนสถานะการตั้งครรภ์จากปกติ เป็นควรเฝ้าระวังพิเศษได้ทันที ในทางการแพทย์เรียกว่า Advanced Maternal Age (อายุมารดาที่มากขึ้น) ซึ่งไม่ได้แปลว่าแม่ๆ จะมีปัญหาแน่นอนนะคะ แต่หมายถึงโอกาสเจอความเสี่ยงที่สูงขึ้นกว่าคนอายุน้อยกว่า
วันนี้ครูก้อยเลยรวบรวมงานวิจัยและข้อมูลเรื่อง "ตรวจ MFM" มาฝาก จะได้เข้าใจว่าทำไมคุณหมอถึงแนะนำให้ตรวจเพิ่ม และตรวจแล้วได้อะไรบ้างค่ะ
1. อายุเพิ่ม ความเสี่ยงก็เพิ่มขึ้นจริงไหม?
ครูก้อยค้นพบงานวิจัยหลายชิ้นที่ยืนยันตรงกันว่า อายุแม่ที่มากขึ้นสัมพันธ์กับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นไม่ใช่แค่ความเชื่อ
📚 จากงานวิจัยเรื่อง Advanced Maternal Age: Adverse Outcomes of Pregnancy, A Meta-Analysis. ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Acta Médica Portuguesa ปี 2019
ซึ่งรวบรวมข้อมูลจากผู้หญิงมากกว่า 1,000 คนต่อการศึกษา พบว่ากลุ่มแม่อายุ 35-40 ปีและมากกว่า 40 ปี มีแนวโน้มน้ำหนักเกิน เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ และความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์มากกว่า รวมถึงมีโอกาสถูกเหนี่ยวนำคลอดและผ่าคลอดแบบวางแผนล่วงหน้าสูงกว่า
📚 จากงานวิจัยเรื่อง Advanced maternal age and adverse pregnancy outcomes: A systematic review and meta-analysis. ที่ตีพิมพ์ในวารสาร PLOS ONE ปี 2017
ที่รวบรวมข้อมูลจากงานวิจัยกว่า 75 ชิ้น พบว่าอายุมารดาที่มากขึ้น (35 ปีขึ้นไป) เพิ่มความเสี่ยงทารกเสียชีวิตในครรภ์ (stillbirth) โดยมีค่า Odds Ratio 1.75 เท่า เมื่อเทียบกับแม่อายุน้อยกว่า
นอกจากนี้เรื่องโครโมโซมผิดปกติก็เป็นสิ่งที่แม่ๆ กังวลบ่อยที่สุด ความเสี่ยงดาวน์ซินโดรม (ทารกมีโครโมโซมคู่ที่ 21 เกินมา 1 แท่ง) เพิ่มขึ้นตามอายุแม่อย่างชัดเจน
โดยอายุ 20 ปี ความเสี่ยงอยู่ที่ 1 ใน 1,480 การตั้งครรภ์
- อายุ 35 ปี เพิ่มเป็น 1 ใน 353 การตั้งครรภ์
- อายุ 45 ปี สูงถึง 1 ใน 35 การตั้งครรภ์
แต่ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้แปลว่าแม่ๆ อายุ 35+ จะเจอปัญหาแน่นอน แต่เป็นเหตุผลที่วงการแพทย์แนะนำให้เฝ้าระวังใกล้ชิดขึ้นผ่านการตรวจที่เรียกว่า MFM
2. MFM คืออะไร ต่างจากฝากครรภ์ทั่วไปยังไง?
MFM (Maternal-Fetal Medicine) หรือ "เวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์" คือสาขาแพทย์เฉพาะทางที่ดูแลครรภ์เสี่ยงสูงโดยเฉพาะค่ะ ต่างจากสูตินรีแพทย์ทั่วไปตรงที่
1) เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านครรภ์เสี่ยงสูงโดยตรง ผ่านการฝึกอบรมเฉพาะทางเพิ่มเติม
2) ดูแลภาวะซับซ้อนที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญสูง เช่น ครรภ์แฝด โรคประจำตัวของแม่ที่ส่งผลต่อครรภ์ หรือความผิดปกติของทารกในครรภ์
3) ทำงานร่วมกับสูตินรีแพทย์เจ้าของไข้ ไม่ใช่แยกกันดูแล แต่เป็นการวางแผนร่วมกันเพื่อให้แม่ๆ ได้รับการดูแลที่รอบด้านที่สุด
พูดง่ายๆ คือแม่ๆ ยังฝากครรภ์กับคุณหมอประจำตามปกติ แต่จะมีแพทย์ MFM เข้ามาช่วยประเมินและวางแผนเพิ่มเติมในจุดที่มีความเสี่ยงค่ะ
3. อายุ 35+ ตรวจอะไรบ้าง?
การตรวจที่แพทย์ MFM มักพิจารณาให้แม่ๆ กลุ่มนี้ ได้แก่
1) NIPT (Non-Invasive Prenatal Testing)
ตรวจ DNA ทารกจากเลือดแม่ เพื่อคัดกรองความเสี่ยงโครโมโซมผิดปกติ เช่น ดาวน์ซินโดรม โดยไม่ต้องเจาะน้ำคร่ำ
2) อัลตราซาวด์ละเอียด (Detailed ultrasound) ตรวจโครงสร้างร่างกายทารกอย่างละเอียด เพื่อดูความผิดปกติทางกายภาพ
3) ตรวจหัวใจทารกในครรภ์ (Fetal echocardiogram) สำหรับกรณีที่มีความเสี่ยงเพิ่มเติม
ทดสอบน้ำตาลในเลือด (Glucose challenge test) เพื่อคัดกรองเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ซึ่งพบมากขึ้นตามอายุ
4) ปรึกษาพันธุกรรม (Genetic counseling) กรณีผลตรวจคัดกรองพบความเสี่ยงสูง หรือมีประวัติครอบครัว
อย่างไรก็ตามการตรวจที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์แต่ละรายนะคะ
4. ตรวจ MFM แล้วแม่ๆ ได้อะไร?
1) เฝ้าระวังลูกในครรภ์ใกล้ชิดขึ้น ลดโอกาสพลาดสัญญาณผิดปกติ
2) พบความเสี่ยงได้เร็ว ทำให้วางแผนรับมือได้ทันท่วงที ไม่ต้องรอให้อาการหนักก่อน
3) วางแผนดูแลเฉพาะบุคคล ไม่ใช่แผนการดูแลแบบเดียวสำหรับทุกคน แต่ปรับตามความเสี่ยงจริงของแม่ๆ แต่ละคน
4) เพิ่มความมั่นใจให้คุณแม่ เมื่อรู้ว่ามีทีมแพทย์เฉพาะทางคอยดูแลอยู่ข้างๆ ความกังวลก็ลดลงได้มาก
ดังนั้นอายุ 35+ ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวจนเกินไปนะคะแม่ๆ เพราะทุกวันนี้การแพทย์ก้าวหน้าไปมาก มีเครื่องมือตรวจคัดกรองที่แม่นยำ และมีแพทย์เฉพาะทาง MFM คอยช่วยวางแผนดูแลอย่างใกล้ชิด สิ่งสำคัญที่สุดคือ อย่าปล่อยผ่านการฝากครรภ์และการตรวจคัดกรองตามที่คุณหมอแนะนำ เพราะยิ่งรู้เร็ว ยิ่งวางแผนดูแลได้ดีขึ้นเท่านั้นค่ะ
