น้ำหนักส่งผลต่อการตั้งครรภ์แค่ไหน? ระหว่าง 'คนผอม' กับ 'คนอ้วน' ใครมีโอกาสท้องยากกว่ากัน!
- 11 พ.ค.
- ยาว 1 นาที

แม่ๆ รู้ไหม? "น้ำหนักตัว" ไม่ใช่แค่เรื่องของความสวยงามหรือตัวเลขบนตาชั่ง แต่มันคือ "ดัชนีชี้วัดความสมดุลของฮอร์โมน" ที่ส่งผลโดยตรงต่อการตกไข่และการฝังตัวของตัวอ่อน หลายคนเข้าใจว่าต้องผอมถึงจะดี หรือบางคนปล่อยตัวจนน้ำหนักเกินเกณฑ์ ทั้งสองสภาวะนี้ต่างก็มี "อุปสรรค" ที่ทำให้เบบี๋มาได้ยากไม่แพ้กันเลยค่ะ
วันนี้ครูก้อยจะพามาเจาะลึกว่า น้ำหนักแบบไหนที่เรียกว่า "พอดี" และทำไม "คนผอม" ถึงท้องยากกว่าที่คิด พร้อมวิธีเช็กตัวเองง่ายๆ ค่ะ
ก่อนจะไปดูสาเหตุ เราต้องรู้ก่อนว่าร่างกายเราอยู่ในเกณฑ์ไหน โดยใช้ค่า BMI (Body Mass Index) หรือดัชนีมวลกายเป็นตัวตัดสินค่ะ
สูตรคำนวณ: BMI = น้ำหนักตัว (กก.) ÷ [ส่วนสูง (เมตร) x ส่วนสูง (เมตร)]
เกณฑ์มาตรฐานสำหรับแม่ๆ ชาวเอเชีย:
- น้อยกว่า 18.5 : ผอมเกินไป
- 18.5 – 22.9 : Golden Zone! น้ำหนักปกติ
- 23.0 – 24.9 : น้ำหนักเกิน เริ่มเข้าข่ายท้วม
- 25.0 ขึ้นไป : โรคอ้วน
● คนผอม (BMI < 18.5) ท้องยากอย่างไร?
ทางการแพทย์พบว่า ผู้หญิงที่มีค่า BMI ต่ำกว่าเกณฑ์ มักเผชิญกับภาวะที่ร่างกาย "ไม่พร้อมแบกรับอีกหนึ่งชีวิต" ทำให้ระบบสืบพันธุ์ทำงานผิดปกติ ดังนี้
1) ไข่ไม่ตก เพราะร่างกายขาด "ฮอร์โมนเลปติน" (Leptin) ซึ่งผลิตจากเซลล์ไขมัน เมื่อเลปตินต่ำ สมองจะเข้าใจว่าเราไม่มีพลังงานสำรองเพียงพอ จึงสั่งหยุดการทำงานของระบบสืบพันธุ์เพื่อรักษาชีวิตแม่ไว้ก่อน
2) เมนส์ไม่มา เมื่อฮอร์โมนไม่ทำงาน ประจำเดือนก็ผิดปกติ มาไม่สม่ำเสมอ หรือหายไปเลย ทำให้แม่ๆ นับวันไข่ตกได้ยากมาก
3) ผนังมดลูกบาง ผลจากการที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนต่ำเกินไป ทำให้มดลูกไม่หนาตัวพอ เปรียบเสมือนดินที่แห้งแล้งจนตัวอ่อนฝังตัวลำบาก
4) เสี่ยงแท้ง แม้จะโชคดีติดลูก แต่ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะคลอดก่อนกำหนด หรือน้องมีน้ำหนักตัวน้อยกว่าเกณฑ์ค่ะ
● คนอ้วน (BMI > 25) ท้องยากอย่างไร?
ในทางตรงกันข้าม การมีน้ำหนักเกินเกณฑ์ส่งผลเสียต่อคุณภาพของเซลล์ไข่และสภาพแวดล้อมในมดลูกอย่างรุนแรง และส่งผลให้ท้องยาก ดังนี้
1) ดื้ออินซูลิน เมื่อมีไขมันสะสมมาก ร่างกายมักเกิดภาวะดื้ออินซูลิน ซึ่งจะไปกระตุ้นให้รังไข่ผลิต "ฮอร์โมนเพศชาย" (Androgen) ออกมาสูงเกินไป จนขวางการเจริญเติบโตของฟองไข่
2) เสี่ยง PCOS ภาวะถุงน้ำในรังไข่หลายใบ มักพบในคนน้ำหนักเกิน ทำให้ไข่ไม่ตก หรือถ้าตกก็เป็นไข่ที่ไม่มีคุณภาพ (ไข่ใบเล็ก)
3) เอสโตรเจนเกิน ไขมันส่วนเกินสามารถเปลี่ยนฮอร์โมนชนิดอื่นเป็นเอสโตรเจนได้ เมื่อเอสโตรเจนในร่างกายสูงเกินความจำเป็น จะเข้าไปรบกวนวงจรการตกไข่ธรรมชาติให้รวนไปหมด
4) คุณภาพตัวอ่อนและการฝังตัว ไขมันส่วนเกินทำให้ร่างกายเกิด "การอักเสบเรื้อรัง" ซึ่งเป็นพิษต่อเซลล์ไข่และตัวอ่อน ทำให้ตัวอ่อนที่ปฏิสนธิแล้วฝังตัวได้ยาก
📒 สรุปคำตอบ: ใครยากกว่ากัน?
ตามสถิติแล้ว ยากทั้งคู่ค่ะ! แต่ความยากจะมาคนละรูปแบบ
- คนผอม : ยากเพราะร่างกาย "ไม่มีแรงส่ง" ฮอร์โมนไม่ทำงาน ผนังมดลูกไม่พร้อม
- คนอ้วน : ยากเพราะ "ฮอร์โมนรวน" มีสิ่งขวางกั้นการตกไข่ และร่างกายอักเสบ
เพราะฉะนั้นครูก้อยแนะนำให้ แม่ๆ ปรับร่างกายให้เข้าสู่ช่วง BMI 18.5 - 24.9 ซึ่งเป็น "Golden
- สำหรับคนผอม : เน้นทานโปรตีนจากพืชและสัตว์คุณภาพดี เสริมไขมันดี (Good Fats) เช่น อะโวคาโด ถั่วเปลือกแข็ง เพื่อสร้างผนังมดลูกให้หนาและบำรุงไข่ให้โต
- สำหรับคนอ้วน : คุมน้ำตาลและแป้งขัดขาวอย่างเคร่งครัด เพื่อลดภาวะดื้ออินซูลิน และออกกำลังกายสม่ำเสมอเพื่อลดการอักเสบในร่างกาย
แต่ไม่ว่าจะน้ำหนักเท่าไหร่ การเสริมวิตามินเตรียมตั้งครรภ์ การได้รับกรดโฟลิก (Folic Acid) และวิตามินบำรุงไข่ล่วงหน้าอย่างน้อย 3 เดือน คือหัวใจสำคัญนะคะ
