7 วันแรกหลังคลอด แม่มือใหม่ต้องรู้อะไรบ้าง? 🤱
- 28 ก.ค.
- ยาว 1 นาที

แม่ๆ รู้ไหม 7 วันแรกหลังคลอด คือช่วงเวลาที่ร่างกายและหัวใจของแม่เปลี่ยนแปลงเร็วที่สุดในชีวิต มดลูกที่กำลังหดตัวกลับ ฮอร์โมนที่พลิกผันข้ามคืน แผลที่ยังเจ็บ แถมยังต้องเรียนรู้จักเบบี๋ตัวน้อยไปพร้อมกันอีกด้วย ไม่แปลกเลยที่แม่มือใหม่หลายคนจะรู้สึกทั้งดีใจ ทั้งเหนื่อย ทั้งงงๆ ไปพร้อมกันในสัปดาห์นี้ค่ะ
วันนี้ครูก้อยขอรวบรวมสิ่งที่แม่มือใหม่ควรรู้ใน 7 วันแรกหลังคลอด ทั้งเรื่องร่างกายแม่ เรื่องอารมณ์ เรื่องลูกน้อย และสัญญาณอันตรายที่ต้องรีบไปพบหมอ มาฝากแม่ๆ ทุกคนค่ะ
1) ร่างกายแม่กำลัง "เข้าอู่" ช่วงนี้จะยังปวดๆ เจ็บๆ เนื่องจาก
● มดลูกหดตัว (After pain)
หลังคลอดมดลูกจะบีบตัวเพื่อกลับไปมีขนาดเท่าเดิม แม่ๆ อาจรู้สึกปวดบีบคล้ายปวดประจำเดือน โดยเฉพาะตอนให้นมลูก (เพราะฮอร์โมนออกซิโทซินที่กระตุ้นน้ำนม ก็เป็นตัวเดียวกับที่กระตุ้นมดลูกให้บีบตัวด้วยค่ะ)
● น้ำคาวปลา (Lochia)
คือเลือด เนื้อเยื่อ และของเหลวจากผนังมดลูกที่หลุดลอกออกมา ช่วงแรกจะสีแดงสด ก่อนจะค่อยๆ จางลงเป็นสีชมพู-น้ำตาล ภายใน 1 สัปดาห์
● แผล
ไม่ว่าจะเป็นแผลฝีเย็บจากคลอดธรรมชาติ หรือแผลผ่าคลอด ควรรักษาความสะอาด ซับให้แห้ง และสังเกตว่าแผลบวมแดง มีหนอง หรือปวดมากขึ้นหรือไม่
2) อารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ต้องสังเกตให้ดี (Baby Blues)
แม่ๆ หลายคนจะรู้สึกร้องไห้ง่าย หงุดหงิดง่าย หรือกังวลแบบไม่มีเหตุผลในช่วงวันที่ 3-5 หลังคลอด อาการนี้เรียกว่า "Baby Blues" ซึ่งเกิดจากฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนที่ลดฮวบลงทันทีหลังคลอด
📚 จากงานวิจัยเรื่อง Screening and intervention for depressive mothers of new-born infants. ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Seishin Shinkeigaku Zasshi ปี 2003
ศึกษาพบว่า ในกลุ่มแม่ที่ภายหลังพัฒนาไปเป็นภาวะซึมเศร้าหลังคลอด (Postpartum Depression) 10 ใน 15 คน เริ่มมีอาการตั้งแต่ "สัปดาห์แรก" หลังคลอด และการประเมินตั้งแต่วันที่ 5 หลังคลอด ก็สามารถตรวจจับความเสี่ยงได้แม่นยำถึง 82%
แต่อาการ Baby Blues ส่วนใหญ่จะดีขึ้นเองภายใน 2 สัปดาห์ แต่ถ้าอารมณ์เศร้า ร้องไห้ไม่หยุด หรือรู้สึกไม่ผูกพันกับลูกที่นานเกิน 2 สัปดาห์ นี่คือสัญญาณที่ต้องปรึกษาแพทย์ทันที เพราะยิ่งรู้เร็ว ยิ่งดูแลได้เร็วค่ะ
3) กอดแนบเนื้อ (Skin-to-Skin) ตั้งแต่ชั่วโมงแรก ช่วยได้มากกว่าที่คิด
📚 จากงานวิจัยเรื่อง Immediate or early skin-to-skin contact for mothers and their healthy newborn infants. ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Cochrane Database of Systematic Reviews ปี 2025
ซึ่งเป็นการรวบรวมข้อมูลจาก 69 การทดลองคู่แม่ลูกกว่า 7,290 คู่
ศึกษาพบว่า การให้แม่และทารกได้สัมผัสผิวแนบเนื้อกันทันทีหลังคลอด (Skin-to-skin contact) ช่วยเพิ่มอัตราการให้นมแม่อย่างเดียว (Exclusive breastfeeding) ตั้งแต่แรกออกจากโรงพยาบาลจนถึง 1 เดือน ได้มากขึ้นถึง 1.36 เท่า และยังช่วยให้ทารกควบคุมอุณหภูมิร่างกายและระดับน้ำตาลในเลือดได้ดีขึ้นด้วย
นี่จึงเป็นเหตุผลที่พยาบาลมักแนะนำให้แม่ๆ อุ้มลูกแนบเนื้อทันทีหลังคลอด และให้นมลูกบ่อยๆ ตามที่ลูกต้องการ (ไม่ต้องรอตามเวลา) ในช่วง 7 วันแรกนี้ค่ะ เพราะเป็นช่วงที่กำลังสร้างระบบน้ำนมและสร้างความผูกพันไปพร้อมกัน
4) ลูกตัวเหลือง (Jaundice) พบได้บ่อย แต่ต้องสังเกตให้เป็น
ทารกแรกเกิดจำนวนมากจะมีอาการตัวเหลืองในช่วงวันที่ 2-5 หลังคลอด เกิดจากตับของทารกยังทำงานได้ไม่เต็มที่ในการกำจัดสารบิลิรูบิน (Bilirubin) ซึ่งเป็นสารที่เกิดจากการสลายเม็ดเลือดแดง
📚 งานวิจัยเรื่อง Bilirubin: translational perspectives. ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Pediatric Research ปี 2025
ศึกษาพบว่า ภาวะตัวเหลืองทางสรีรวิทยาในทารกแรกเกิดในระดับที่ไม่รุนแรง อาจมีบทบาทเชิงปกป้องร่างกายทารกได้ เนื่องจากบิลิรูบินมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและต้านการอักเสบ แต่ในขณะเดียวกันงานวิจัยนี้ก็เน้นย้ำว่า ยังต้องเฝ้าระวังไม่ให้ระดับบิลิรูบินสูงเกินไป เพราะอาจส่งผลต่อสมองของทารกได้
โดยแม่ๆ สามารถสังเกตง่ายๆ ได้ที่ตาขาวและผิวหนังของลูก โดยเฉพาะเวลากดเบาๆ ที่หน้าผากหรือจมูกแล้วเห็นสีเหลือง หากตัวเหลืองลามลงมาถึงหน้าอก ท้อง หรือขา หรือลูกซึม ดูดนมน้อยลง ควรพาไปพบแพทย์เพื่อตรวจระดับบิลิรูบินทันทีค่ะ
5) สัญญาณอันตราย ที่ต้องรีบพบแพทย์ทันที
สำหรับแม่
- เลือดออกทางช่องคลอดมากผิดปกติ (เปลี่ยนผ้าอนามัยทุกชั่วโมง) หรือมีก้อนเลือดขนาดใหญ่
- ไข้สูงเกิน 38°C
- ปวดศีรษะรุนแรง ตาพร่ามัว
- แผลผ่าคลอด/ฝีเย็บ บวมแดง มีหนอง หรือปวดมากขึ้นเรื่อยๆ
- เจ็บ บวม แดง ที่น่อง (อาจเป็นสัญญาณลิ่มเลือดอุดตัน)
สำหรับลูกน้อย
- ตัวเหลืองลามลงมาถึงหน้าอก ท้อง หรือขา
- ไข้สูง หรือตัวเย็นผิดปกติ
- ดูดนมน้อยลงมาก ซึมลง ปลุกตื่นยาก
- ปัสสาวะน้อยลงชัดเจน (ผ้าอ้อมเปียกน้อยกว่า 6 ผืนต่อวันหลังวันที่ 4)
อย่างไรก็ตามแม้ว่า 7 วันแรกจะเป็นช่วงที่เหนื่อยที่สุด แต่ก็เป็นช่วงที่สำคัญที่สุดในการวางรากฐานทั้งร่างกายแม่และสุขภาพลูกน้อยเช่นกัน
