ค้นหา

7 ข้อต้องรู้ ท้องธรรมชาติได้ ไม่ต้องพึ่งหมอ



7 ข้อต้องรู้ ท้องธรรมชาติได้ ไม่ต้องพึ่งหมอ


หากวางแผนจะมีเบบี๋ เชื่อว่าทุกคู่อยากให้เบบี๋มาตามธรรมชาติ ไม่มีคู่ไหนอยากเสียเงินทำลูกใช่มั้ยคะ แต่การจะมีลูกตามธรรมชาติได้นั้นขึ้นอยู่กับร่างกายที่สมบูรณ์พร้อมทั้งฝ่ายหญิงและฝ่ายชาย และไม่มีปัญหาในเรื่องระบบสืบพันธุ์


วันนี้เราไปดู 7 ข้อที่ต้องรู้ หากอยากมีน้องตามธรรมชาติกันค่ะ


1. อายุของฝ่ายหญิงไม่ควรเกิน 35


หากอยากมีลูกธรรมชาติ ต้องวางแผนให้ดี อย่ามีตอนแก่ค่ะ เพราะจะมียาก!


📚จากการศึกษาเรื่องอายุและภาวะเจริญพันธุ์ (Age and Fertility) American Society for Reproductive Medicine (ASRM) รายงานว่า อายุที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้โอกาสในการตั้งครรภ์ลดลง


โดยช่วงที่มีภาวะเจริญพันธุ์สูงที่สุดคือในช่วงวัย


20 ปีเป็นต้นไป และจะลดต่ำลงอย่างมากเมื่อเริ่มเข้าสู่วัย 30!


โดยอัตราการตั้งครรภ์ของแต่ละรอบเดือนในแต่ละช่วงอายุเป็นดังนี้


อายุ 25-29 ปี 👉 โอกาสท้อง 25-30%

อายุ 30-39 ปี 👉 โอกาสท้อง 15-20%

อายุ 40-42 ปี 👉 โอกาสท้อง 5%

อายุ 43 ปีขึ้นไป 👉โอกาสท้อง 1-2%


สาเหตุก็เนื่องมาจากเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น เซลล์ไข่จะมีโครโมโซมที่ผิดปกติเพิ่มมากขึ้น ดังนี้


อายุ 25 โครโมโซมผิดปกติ 25%

อายุ 35 โครโมโซมผิดปกติ 50%

อายุ 40 โครโมโซมผิดปกติ 85-90%


ส่งผลให้ เซลล์ไข่ไม่เจริญเติบโตสมบูรณ์เต็มที่ ยากต่อการปฏิสนธิ การแบ่งตัวของตัวอ่อนผิดปกติ

ตัวอ่อนที่เกิดจากการปฏิสนธิจากเซลล์ไข่ที่มีโครโมโซมปกติก็จะเป็นตัวอ่อนที่ไม่มีคุณภาพ ส่งผลให้ตัวอ่อนไม่ฝังตัว หรือ กรณีทำเด็กหลอดแก้ว ตัวอ่อนจะตายหมด ไม่มีโอกาสใส่กลับเข้าโพรงมดลูก มีความเสี่ยงแท้งในระยะเริ่มต้นและมีความเสี่ยงทารกเป็นดาวน์ซินโดรมค่ะ


หากอยากท้องธรรมชาติ การบำรุงไข่จึงเป็นเรื่องสำคัญที่แม่ๆ วางแผนท้องต้องเข้าใจและปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เซลล์ไข่จะสมบูรณ์แข็งแรงได้ ปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งคือการรับประทานอาหารถูกหลักโภชนาการ เน้นโปรตีนเพื่อบำรุงและซ่อมแซมเซลล์ไข่ เน้นผักผลไม้เสริมสารต้านอนุมูลอิสระ ปกป้องไข่จากการถูกทำลายของอนุมูลอิสสระ งดหวาน งดของมัน ของทอด อาหารไขมันสูงที่เป็นตัวร้ายทำลายเซลล์ไข่ให้เสื่อมและแก่ก่อนวัยค่ะ


.


(2) มดลูกต้องสมบูรณ์ให้ตัวอ่อนพร้อมฝังตัว


มดลูก คือ บ้านหลังแรกของลูก เมื่อไข่ที่สมบูรณ์ปฏิสนธิกับสเปิร์มที่แข็งแรง เกิดเป็นตัวอ่อนคุณภาพดี ตัวอ่อนก็จะค่อยๆ แบ่งเซลล์และเดินทางเข้ามาฝังตัวที่


บ้านหลังนี้ ดังนั้นมดลูกต้องแข็งแรงและสมบูรณ์พร้อมที่สุด ตัวอ่อนจึงจะมาฝังตัวได้อย่างอยู่รอดปลอดภัย และเติบโตเป็นครรภ์ที่สมบูรณ์แข็งแรง


ดังนั้นแม่ๆ จึงต้องดูแลมดลูกให้สมบูรณ์พร้อมตามเกณฑ์ที่เหมาะสมในการฝังตัวของตัวอ่อน โดยมดลูกที่สมบูรณ์ต้องมีลักษณะดังนี้


(1) ผนังมดลูกต้องหนา 8-10 มิลลิเมตร (ไม่ควรหนาเกิน 14 มิลลิเมตร)


(2) เรียง 3 ชั้นสวย (Triple lines) ผิวเรียบเห็นเส้นกลางชัดเจน


(3) ใสเป็นวุ้น สะอาด ไม่หนาทึบทับถมด้วยประจำเดือนเก่าที่คั่งค้าง


(4) มดลูกอุ่น คือ มีเลือดไหลเวียนไปเลี้ยงอย่างเพียงพอ


(5) ไม่มีสารพิษ ฮอร์โมนตกค้าง


ซึ่งทำได้ด้วยหลักโภชนาการที่ถูกต้อง การรับประทานโปรตีนให้เพียงพอเพื่อสร้างผนังมดลูกให้แข็งแรง ทาน


อาหารที่มีฤทธิ์อุ่น ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงมดลูก เช่น น้ำขิง และดื่มน้ำมะกรูดคั้นสดที่มีสารไบโอฟลาโวนอยด์สูงช่วยให้เลือดสูบฉีดและทำให้เส้นเลือดฝอยที่โอบอุ้มมดลูกแข็งแรง ลดการอักเสบติดเชื้อที่มดลูก


นอกจากนี้การบำบัดหรือดีท็อกซ์สารพิษจากการใช้ฮอร์โมนที่คั่งค้างในมดลูกก็มีความสำคัญ เสมือนเป็นการเคลียร์มดลูกให้สะอาดพร้อมรับการฝังตัว ทำได้ด้วยการดื่มชาดอกคำฝอยเพื่อขับลิ่มเลือดประจำเดือนเก่าที่คั่งค้าง และการแพ็คน้ำมันละหุ่ง (Castor Oil Pack) เพื่อขับล้างสารพิษ กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ส่งผลให้ระบบสืบพันธุ์และอวัยวะภายในทำงานได้ดีขึ้น


.


(3) ฮอร์โมนต้องสมดุล


ฮอร์โมนเปรียบเสมือนน้ำที่คอยหล่อเลี้ยงชีวิต ฮอร์โมนเป็นตัวควบคุม และกระตุ้นการทำงานของระบบต่างๆในร่างกายให้เป็นไปอย่างปกติ รวมไปถึงฮอร์โมนเพศด้วย ในการตั้งครรภ์นั้น ฮอร์โมนเพศต้องสมดุลจึงจะส่งผลให้มีลูกง่าย เพราะฮอร์โมนมีผลตั้งแต่การผลิต


ไข่ การกระตุ้นไข่ให้มีการเจริญเติบโต ฮอร์โมนทำให้ไข่ตกออกจากถุงไข่ รวมถึงการทำให้ผนังมดลูกฟอร์มหนาตัวขึ้นเพื่อเพิ่มความพร้อมให้ตัวอ่อนฝังตัว



ซึ่งสาเหตุที่ฮอร์โมนไม่สมดุลอาจมาจากภาวะ PCOS (ภาวะถุงน้ำหลายใบในรังไข่) รังไข่เสื่อมก่อนวัย การทานอาหารไม่ถูกหลักโภชนาการ น้ำหนักมากหรือน้อยเกินไป หรือ ความเครียด แม่ๆ ต้องหันมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หันมาออกกำลังกายควบคุมน้ำหนัก พักผ่อนให้เพียงพอและปรับการรับประทานอาหารให้ถูกหลักโภชนาการเพื่อปรับสมดุลฮอร์โมนในร่างกาย เมื่อฮอร์โมนกลับมาสมดุล การทำงานของระบบสืบพันธุ์ปกติก็เป็นการเพิ่มโอกาสตั้งครรภ์ค่ะ


.


(4) สเปิร์มคุณสามีต้องมีคุณภาพ


แน่นอนว่าจะท้องได้ต้องการ "สเปิร์ม" จากคุณสามีด้วย ดังนั้นแม่ๆ จะบำรุงไข่อย่างเดียวโดยไม่สนใจบำรุงสเปิร์มจากคุณสามีไม่ได้นะคะ


คุณภาพของสเปิร์มวัดจากปริมาตรการหลั่ง จำนวนตัว อัตราการวิ่งว่ายและรูปร่างที่สมบูรณ์ สิ่งเหล่านี้ต้องไปตรวจค่ะจึงจะทราบได้ บางคู่ไม่ท้องสักทีแต่ก็ไม่ไปพบแพทย์จึงไม่รู้ปัญหา เมื่อไปตรวจแล้วจะได้รู้และแก้ไข บำรุงได้ตรงจุด หากมีปัญหามาก เช่น เป็นหมัน สเปิร์มไม่ว่าย การท้องธรรมชาติก็อาจยากมาก


การปรับปรุงคุณภาพสเปิร์มสามารถทำได้ด้วยหลักโภชนาการที่ถูกต้อง ออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ งดพฤติดรรมทำร้ายสเปิร์ม ได้แก่ บุหรี่ แอลกอฮอล์ สารเสพติดต่างๆ


.


(5) นับวันไข่ตกเป็น ทำการบ้านถูกวัน


การนับไข่ตกนั้นให้แม่ๆ นับรอบเดือนของตัวเองให้เป็นก่อนว่าเป็นคนมีรอบเดือนกี่วัน ซึ่งรอบเดือนของผู้หญิงแต่ละคนจะสั้น-ยาวไม่เท่ากันค่ะ โดยปกติรอบเดือนจะอยู่ที่ 28 วัน ให้นับวันที่ประจำเดือนมาครั้งแรกเป็นวันที่ 1 และวันสุดท้ายคือวันก่อนที่มีประจำเดือนรอบถัดไป


เช่น ประจำเดือนมาวันแรกวันที่ 1 มีนาคม และ มาอีกครั้งในวันที่ 29 มีนาคม แสดงว่า มีรอบเดือน ตั้งแต่วัน


ที่ 1-28 มีนาคม คือ 28 วัน


#ทีนี้มาดูกันต่อว่าไข่ตกวันไหนของรอบเดือน?


โดยปกติไข่จะตกในวันที่ 14 ของรอบเดือน ดังนั้นหากคุณมีรอบเดือน 28 วัน ไข่ก็จะตกในวันที่ 14 ของรอบเดือน (คิดง่ายๆคือให้เอาจำนวนรอบเดือน - 14 ก็จะได้วันไข่ตกค่ะ)


เช่น ถ้ามีรอบเดือน 30 วัน ไข่จะตกในวันที่ 16 ของรอบเดือน


ถ้ามีรอบเดือน 21 วัน ไข่จะตกในวันที่ 7 ของรอบเดือนค่ะ


อย่างไรก็ตามรอบเดือนที่สั้นหรือยาวกว่าปกติ ไข่ที่ตกลงมาอาจไม่มีคุณภาพเท่ารอบปกตินะคะ และการนับวันไข่ตกนี้จะแม่นยำก็ต่อเมื่อคุณมีรอบเดือนที่สม่ำเสมอค่ะ


แม่ๆสารมาถเช็คให้ชัวร์ด้วยการเช็คจากปัสสาวะโดยใช้แถบวัดฮอร์โมนไข่ตก หรือ LH หาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไปค่ะ


ลองเช็คให้สม่ำเสมอสัก 3 เดือน และยันทึกไว้ในแอพพลิเคชั่น ก็จะช่วยเตือนเราได้ว่าไข่เราจะตกในอีกกี่วัน แม่ๆจะได้ทำการบ้านตั้งแต่ช่วงไข่สุกเป็นต้นมาค่ะ


👉กำหนด "วันปฏิบัติภารกิจ"


จริงๆแล้วอสุจิของสามีเมื่อเข้าไปอยู่ในร่างกายฝ่ายหญิงแล้วจะมีชีวิตอยู่ได้ถึง 3- 5 วันเลยทีเดียว


ส่วนไข่นั้น เมื่อตกมาแเล้วจะอยู่รอปฏิสนธิได้แค่ 24 ชม. รู้อย่างนี้ทำการบ้านรอไว้ก่อนได้เลยค่าในช่วงวันไข่สุก (คือ 5 วันก่อนวันไข่ตกรวมวันไข่ตกด้วย และเผื่อวันหลังไข่ตกอีกสักวัน ทำได้ตั้งแต่ Day11-Day15) ไม่ต้องรอใน Day 14 ซึ่งเป็นวันไข่ตก เพราะน้องอ๊อดจะไปรอน้องไข่ไว้ก่อนได้ ไข่ตกมาเมื่อไหร่ก็เจอกันจ้าาา เบบี๋มาแน่ๆ


รู้อย่างนี้แล้ว หมั่นจดรอบประจำเดือนของตัวเอง เช็คให้เป๊ะด้วยการซื้อเครื่องตรวจไข่ตกมาเทส จะได้รู้ชัวร์ว่าวันไหน และจะได้นับช่วงไข่สุกได้ด้วย...เป๊ะขนาดนี้ ไม่ท้องไม่ได้แล้วค่า


.


(6) ทานอาหารตามหลักโภชนาการ


อยากท้องต้องปรับเรื่องการกิน เพราะการกินนี่แหละเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่จะกำหนดภาวะเจริญพันธุ์


📚จากงานวิจัยเรื่อง

The Influence of Diet on Fertility and the Implications for Public Health Nutrition in the United States ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Frontiers in Public Health, Population, Reproductive and Sexual Health เมื่อปี 2018


เปิดเผยว่า การรับประทานอาหารส่งผลต่อภาวะเจริญพันธุ์ของทั้งหญิงและชาย โดยการหลีกเลี่ยงการทานไขมันอิ่มตัว (ไขมันทรานส์ ) เน้นทานพวกธัญพืชไม่ขัดสี ผักผลไม้ และ โปรตีนจากปลา ส่งผลต่อดีต่อภาวะเจริญพันธุ์ของผู้หญิงและส่งผลให้สปิร์มมีคุณภาพมากขึ้นในผู้ชาย


ในขณะที่แอลกอฮอล์ คาเฟอีน ของหวาน(น้ำตาล) และไขมันอิ่มตัว (Saturated fat) คือตัวร้ายที่ทำให้มีบุตรยาก (Infertility)เพราะทำให้เซล์เสื่อมและแก่


ยิ่งไปกว่านั้นงานวิจัย ยังชี้เฉพาะเจาะจงไปถึงการรับประทานโปรตีนให้เพียงพอ และการเน้นโปรตีนจากพืช (Plant-Based Protein) โดยผู้หญิงที่เน้นทานโปรตีนจากพืช ทานผักผลไม้ ทานคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน (ข้าวไม่ขัดสี ธัญพืชต่างๆ) ทานไขมันดี (โอเมก้า 3 ) ทานแร่ธาตุที่สำคัญ อันได้แก่ โฟเลต สังกะสี และธาตุเหล็ก พบว่ามีความเสี่ยงที่อยู่ในภาวะมีบุตรยากน้อยลงถึง 66% เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้ทานอาหารตามรูปแบบข้างต้น


ดังนั้นการทานอาหารจึงเป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างมากต่อ Fertility ค่ะ ต้องทานให้เพียงพอ ทานให้ครบ ทานที่มีประโยชน์เท่านั้น (ถ้าอยากท้อง)


❌ไม่ใช่แค่กินอะไรก็ได้

✅แต่ต้องกินให้ได้สารอาหารให้ครบ 5 หมู่ อัน


ได้แก่ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน วิตามินและแร่ธาตุ


ถึงเวลาพิจารณาแล้วค่ะ ว่าแต่ละมื้อเราทานอาหารครบ 5 หมู่ ได้สารอาหารตามหลักโภชนาการหรือไม่


หากยังเน้นทานอะไรก็ได้ ตามใจปาก บอกเลยว่าคุณกำลังมาผิดทางนะคะ ตั้งใจบำรุงจริงจังต้องทานให้ครบ 5 หมู่ โปรตีนต้องถึง กินคาร์บเชิงซ้อน กินผักผลไม้และไขมันดี ต้องกินแบบนี้ค่ะถึงจะ boost fertility ได้


ครูก้อยรวบรวมหลักการกินเป็นสูตรสำเร็จมาให้แล้ว Keys to success 5+1 ดังนี้ค่ะ


1. เพิ่มโปรตีน

2. ลดคาร์บ

3. งดหวาน

4. ทานกรดไขมันดี

5. เน้นสารแอนตี้ออกซิแดนท์


➕ 1 เสริมวิตามินบำรุง

และอย่าลืมดื่มน้ำเปล่าให้ได้วันละ 2-3 ลิตร


.


1 เน้นโปรตีนจากพืช


เพราะโปรตีนจากสัตว์มีไขมันและฮอร์โมนแฝงงานวิจัยศึกษาพบว่าผู้หญิงกินโปรตีนจากสัตว์จำนวนถึง 39% จะประสบปัญหาภาวะที่มีบุตรยากมากกว่าผู้หญิงที่กินโปรตีนจากพืช


2. ลดคาร์บ


ลดคาร์บขัดสี เช่น ข้าวขาว เส้นก๋วยเตี๋ยว เพราะคาร์บขัดสีจะถูกย่อยเป็นน้ำตาลดูดซึมเข้ากระแสเลือดทันที ส่งผลต่อภาวะดื้ออินซูลิน และสะสมเป็นไขมัน ควรเน้นทานคาร์บเชิงซ้อน ได้แก่ ข้าวกล้อง ธัญพืช งาดำ แฟล็กซีด ขนมปังโฮลวีต เป็นต้น


3. งดของหวานเด็ดขาด


น้ำตาลเป็นอนุมูลอิสระ ส่งผลให้เซลล์เสื่อม ทำลายเซลล์ไข่และสเปิร์มให้ด้อยคุณภาพ นำไปสู่ภาวะดื้ออินซูลิน PCOS ฮอร์โมนผิดเพี้ยน ไข่ไม่ตก


4. ทานกรดไขมันดี


เน้นทานไขมันดี ได้แก่ โอเมก้า 3 จากปลาแซลมอน แฟล็กซีด และ อโวคาโด ไขมันดีช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนเพศ บำรุงรังไข่ ช่วยให้ไข่ตกปกติ ลดไขมันเลว


5. เน้นสารแอนตี้ออกซิแดนท์


สารต้านอนุมูลอิสระได้จากการทานผักและผลไม้สดให้หลากหลาย โดยเฉพาะผลไม้ตระกูลเบอรร์รี่ หรือ น้ำมะกรูดสดสมุนไพรไทย สารต้านอนุมูลอิสระช่วยปกป้องเซลล์ไข่ เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน


➕️1 เสริมวิตามินบำรุง


ผู้หญิงเตรียมตั้งครรภ์ทุกคนต้องได้รับวิตามินและแร่ธาตุที่เพียงพออย่างน้อยล่วงหน้า 3 เดือนก่อนตั้งครรภ์ จะส่งผลต่อภาวะเจริญพันธุ์และการตั้งครรภ์ที่สมบูรณ์ โดยวิตามินที่จำเป็น ได้แก่ โฟลิก, Q10, Fish oil และ วิตามินและแร่ธาตุรวม



เริ่มตั้งแต่วันนี้หันมาใส่ใจกับการรับประทานอาหารให้ถูกหลักโภชนาการ ออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย ร่างกายก็จะสมบูรณ์แข็งแรง เซลล์ไข่และสเปิร์มมีคุณภาพ ฮอร์โมนสมดุล ไม่นานเกินรอเบบี๋ก็จะมาแน่นอนค่ะ


.


(7) อย่ากลัวที่จะต้องไปปรึกษาแพทย์


การไปพบแพทย์ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องเสียเงินทำลูก แต่หากเราพยายามแล้วเบยี๋ยังไม่มาต้องไปตรวจหาสาเหตุค่ะ จะได้รักษาและอาจมีโอกาสท้องธรรมชาติได้ เช่น หากฝ่ายหญิงมีปัญหาเนื้องอกมดลูกทำให้ตัวอ่อนไม่ฝังตัวก็รักษาด้วยการผ่าตัดเสียก่อน หรือ ฝ่ายชายสเปิร์มน้อย ไม่ว่ายก็จะได้รู้ปัญหาแล้วกลับมาบำรุง


อย่างไรก็ตาม หากมีปัญหาที่ไม่สามารถท้องธรรมชาติได้ เช่น ท่อนำไข่ตันสองข้าง ไข่ไม่ตกเรื้อรัง สามีเป็นหมัน ไข่ด้อยคุณภาพ รังไข่เสื่อม ก็อาจต้องใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์ช่วยค่ะ


</