PMS vs PMDD ต่างกันอย่างไร? รู้ทันอาการก่อนมีประจำเดือน ก่อนจะกระทบทั้งใจและโอกาสมีลูก
- 26 ส.ค.
- ยาว 1 นาที

แม่ๆ เคยเป็นแบบนี้ไหมคะ? ทุกเดือนก่อนประจำเดือนจะมา อารมณ์เหวี่ยงจนตัวเองยังตกใจ ร้องไห้ง่ายขึ้น หงุดหงิดกับคนใกล้ตัวโดยไม่มีเหตุผล บางเดือนถึงขั้นรู้สึกดิ่ง ไม่อยากเจอใคร แล้วพอประจำเดือนมา ทุกอย่างก็หายไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
วันนี้ครูก้อยจะพาแม่ๆ มาทำความเข้าใจว่า อาการก่อนมีประจำเดือนที่แม่ๆ เจอนั้น เป็นแค่ PMS (Premenstrual Syndrome) ที่พบได้ทั่วไป หรือเข้าข่าย PMDD (Premenstrual Dysphoric Disorder) ซึ่งเป็นภาวะที่รุนแรงกว่ามากและควรได้รับการดูแลจากแพทย์ เพราะสองอย่างนี้ "หน้าตาคล้ายกัน" แต่ผลกระทบต่อชีวิตแม่ๆ ต่างกันโดยสิ้นเชิงค่ะ
😔 PMS คืออะไร? อาการก่อนมีประจำเดือนแบบที่พบบ่อยที่สุด
PMS คือกลุ่มอาการทางร่างกายและอารมณ์ที่เกิดขึ้นในช่วง luteal phase (ช่วงหลังตกไข่จนถึงก่อนประจำเดือนมา) ซึ่งเป็นช่วงที่ฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนแกว่งตัวขึ้นลงตามธรรมชาติ
● 5 อาการเด่นของ PMS ที่แม่ๆ มักเจอมีดังนี้
1) ท้องอืด ท้องเฟ้อ
2) คัดเต้านม เจ็บเต้านม
3) ปวดหัว ปวดหลัง
4) อ่อนเพลีย นอนไม่หลับหรือหลับมากผิดปกติ
5) หงุดหงิดง่ายขึ้นเล็กน้อย
จุดสำคัญคือ PMS แม้จะรำคาญใจ แต่แม่ๆ ยังทำงาน ใช้ชีวิต และเข้าสังคมได้ตามปกติค่ะ
● PMDD คืออะไร? เมื่อ "อารมณ์ก่อนมีประจำเดือน" รุนแรงจนกระทบชีวิต
PMDD คือภาวะที่จัดอยู่ใน กลุ่มโรคทางอารมณ์ (Depressive Disorders) ตามเกณฑ์วินิจฉัย DSM-5 ไม่ใช่แค่ "อารมณ์เสีย" ธรรมดา แต่เป็นความผิดปกติที่สมองของแม่ๆ ไวต่อการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนมากเป็นพิเศษ
😡 4 สัญญาณเตือนที่อาจเข้าข่าย PMDD มีดังนี้
1) รู้สึกดิ่ง ซึมเศร้า สิ้นหวัง
2) วิตกกังวล ตื่นตระหนก ควบคุมความคิดไม่ได้
3) อารมณ์แปรปรวนมาก ร้องไห้ง่ายผิดปกติ
4) หงุดหงิด หรือโกรธรุนแรง กระทบคนรอบตัว
ที่สำคัญคืออาการเหล่านี้ ต้องเกิดซ้ำแทบทุกรอบเดือน เกิดเฉพาะช่วงก่อนมีประจำเดือน และดีขึ้นชัดเจนหลังประจำเดือนมา
ถ้าแม่ๆ สังเกตตัวเองแล้วรู้สึกว่า "นี่ไม่ใช่แค่หงุดหงิดธรรมดา" ครูก้อยแนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจฉัยอย่างถูกต้องนะคะ ไม่ต้องอายที่จะขอความช่วยเหลือค่ะ
😰 PMS กับ PMDD เกี่ยวอะไรกับเรื่อง "มีลูกยาก"?
ตรงนี้คือสิ่งที่ครูก้อยอยากให้แม่ๆ ที่กำลังวางแผนมีลูกฟังเป็นพิเศษค่ะ เพราะทั้ง PMS และ PMDD เกิดขึ้นในช่วง luteal phase ซึ่งเป็น ช่วงเวลาเดียวกับที่ร่างกายกำลังเตรียมมดลูกไว้รองรับตัวอ่อน หากตั้งครรภ์สำเร็จ ฮอร์โมนหลักในช่วงนี้คือ "โปรเจสเตอโรน" ซึ่งทำหน้าที่พยุงเยื่อบุโพรงมดลูกให้พร้อมสำหรับการฝังตัว
📚 จากงานวิจัยเรื่อง Relationship Between Steroid Hormone Profile and Premenstrual Syndrome in Women Consulting for Infertility or Recurrent Miscarriage. ที่ตีพิมพ์ในวารสาร Reproductive Sciences ปี 2023
ซึ่งเป็นการศึกษาแบบ retrospective cross-sectional ในผู้หญิงเกือบ 900 คนที่เข้ารับการประเมินที่คลินิกมีบุตรยาก
ศึกษาพบว่าระดับโปรเจสเตอโรนในช่วงลูเทียลของผู้หญิงที่มีอาการ PMS ต่ำกว่าผู้หญิงที่ไม่มีอาการได้มากถึง 10 nmol/L
พูดง่ายๆ คือ แม่ๆ ที่มีอาการ PMS หรือ PMDD ชัดเจนทุกเดือน อาจกำลังสะท้อนว่าโปรเจสเตอโรนในช่วง luteal phase ของแม่ๆ ไม่สมดุลเท่าที่ควร ซึ่งโปรเจสเตอโรนตัวนี้เองที่มีบทบาทสำคัญต่อการฝังตัวของตัวอ่อนและการพยุงครรภ์ในช่วงแรกค่ะ
ส่วนในมุมของ PMDD โดยเฉพาะ ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานว่า PMDD ทำให้เกิดภาวะมีบุตรยากโดยตรง เพราะกลไกหลักคือ ความไวของสมองต่อฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลง ไม่ใช่ปัญหาการตกไข่ แต่สิ่งที่แม่ๆ ต้องระวังคือ ยาบางชนิดที่ใช้รักษา PMDD เช่น ยาคุมกำเนิดชนิดกดการตกไข่ อาจส่งผลต่อแผนการมีลูกได้ หากแม่ๆ กำลังวางแผนตั้งครรภ์อยู่ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนปรับหรือหยุดยาเองนะคะ
อย่าเพิ่งท้อนะคะแม่ๆ การที่ร่างกายส่งสัญญาณผ่านอาการก่อนมีประจำเดือน ถือเป็นโอกาสดีที่แม่ๆ จะได้กลับมาสังเกตและดูแลสมดุลฮอร์โมนของตัวเองตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนวางแผนมีน้องค่ะ
● แม่ๆ ควรดูแลตัวเองอย่างไร?
ถ้าเข้าข่าย PMS
1) นอนให้พอ พักผ่อนเพียงพอ
2) ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ช่วยลดอาการบวมและอารมณ์แปรปรวน
3) ลดคาเฟอีน ลดโซเดียม ช่วงก่อนมีประจำเดือน
4) จดบันทึกรอบเดือนและอาการ เพื่อรู้ทันตัวเองล่วงหน้า
ถ้าสงสัยว่าเข้าข่าย PMDD
1) ปรึกษาแพทย์เพื่อวินิจฉัยแยกจากภาวะซึมเศร้าทั่วไป
2) แพทย์อาจพิจารณายาต้านเศร้ากลุ่ม SSRI การปรับฮอร์โมน หรือการทำจิตบำบัด
3) หากมีแผนตั้งครรภ์ ควรแจ้งแพทย์ทุกครั้งก่อนเริ่มหรือปรับยา
