ค้นหา

เป็นช็อกโกแลตซีสต์...ท้องได้ไหม?


เป็นช็อกโกแลตซีสต์...ท้องได้ไหม?



ช็อกโกแลตซีสต์เป็นปัญหายอดฮิตของผู้หญิง ส่งผลให้มีอาการปวดประจำเดือนรุนแรง และอาจส่งผลเป็นอุปสรรคในการตั้งครรภ์


วันนี้ครูก้อยนำความรู้จาก นพ.ธีรยุทธ์ จงวุฒิเวศย์

สูตินรีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ และหัวหน้าศูนย์เทคโนโลยีเพื่อการ

มีบุตร ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อการมีบุตร

โรงพยาบาลพญาไท 2 เกี่ยวกับเรื่องช็อกโกแลตซีสต์มาฝากกันค่ะ


.


ซีสต์ (Cyst) คือ ถุงน้ำที่เกิดขึ้นในร่างกายของคนเรา ดังนั้น ซีสต์ที่รังไข่นั้นก็คือการมีถุงน้ำเกิดขึ้นภายในรังไข่ และมีกลไกการเจริญเติบโตที่อาจส่งผลต่อร่างกายได้ โดยสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ #ซีสต์ที่เป็นโรค และ #ซีสต์ที่เกิดโดย


ธรรมชาติและสามารถหายได้เอง


(1) ซีสต์ที่เกิดโรค คือถุงน้ำที่มีความผิดปกติ สามารถทำให้เกิดโรคขึ้นภายในอวัยวะที่ตรวจพบซีสต์ได้ สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ ซีสต์ที่เป็นโรคทั่วไป เช่น #ช็อกโกแลตซีสต์ และ #ซีสต์ที่เป็นโรคมะเร็ง


(2) ซีสต์ที่เกิดโดยธรรมชาติและสามารถหายได้เอง โดยปกติแล้วการทำงานภายในรังไข่จะมีการผลิตฟองไข่แล้วตกไปรอบละ 1 ใบ ซึ่งซีสต์ที่เกิดโดยธรรมชาติ อาจเกิดจากการที่ฟองไข่โตตามปกติแต่ไม่สามารถตกออกมาใช้งานได้ ทำให้เกิดเป็นซีสต์หรือถุงน้ำที่ค้างอยู่ภายในรังไข่ ซีสต์แบบนี้เมื่อเกิดขึ้นแล้วจะถูกกลไกของร่างกายดูดซึมแล้วหายได้เองภายใน 3 เดือน นอกจากนี้ในกรณีที่ไข่ตกตามปกติก็ยังสามารถทำให้เกิดซีสต์ได้เช่นกัน ในกรณีที่ไข่ตกตามปกติ แต่หลังจากการตกไข่กลับมีเลือดออกในฟองไข่นั้นจนกลายเป็นก้อนเลือดขังอยู่ภายใน และร่างกายก็จะดูดซึมแล้วหายไปเองเช่นกัน



การตรวจพบซีสต์ในครั้งแรกนั้นแพทย์จะยังบอกไม่ได้ว่าคนไข้เป็นซีสต์ชนิดไหน ยกเว้นมันจะมีลักษณะอาการเฉพาะของโรคนั้นๆ แสดงออกมาอย่างชัดเจนจึงจะสามารถระบุได้ โดยปกติมักจะต้องตรวจแล้วติดตามอาการก่อนสักประมาณ 2- 3 เดือน หากสังเกตอาการแล้วซีสต์ยังไม่สลายไปตามกลไกของร่างกายจึงจะนับว่าเป็นโรคแล้ว




#อาการแบบไหนที่เข้าข่ายซีสต์ที่รังไข่?


ซีสต์นับได้ว่าเป็นภัยเงียบของร่างกายผู้หญิงเลยทีเดียว เพราะโดยปกติแล้วซีสต์จะไม่มีการแสดงอาการ ไม่ว่าจะเป็นซีสต์ที่เกิดโดยธรรมชาติ

ซีสต์ที่เป็นโรค หรือแม้กระทั่งซีสต์ที่เป็นมะเร็งรังไข่ จึงทำให้คนไข้รู้ตัวได้ยาก และไม่ทราบว่าจะเกิดขึ้นกับตัวเองเมื่อไหร่ หรือป้องกันตัวเองจากโรคนี้ได้อย่างไร


.


แต่ในซีสต์บางชนิดก็ยังมีการแสดงอาการอยู่บ้าง เช่น... #ช็อคโกแลตซีสต์ คนไข้จะมีอาการปวดท้องน้อยเรื้อรัง หรือปวดประจำเดือน แต่อาการปวดแบบนี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับขนาดของซีสต์ในรังไข่ แต่ขึ้นอยู่กับบริเวณที่เกิดรอยโรคที่ทำให้เกิดอาการปวดได้


.


ดังนั้นใครที่มีอาการแบบนี้เป็นประจำควรต้องมาตรวจร่างกายเพื่อหาสาเหตุของอาการปวด หากตรวจพบว่าเป็นซีสต์จะได้วางแผนการรักษาต่อไป


โดยส่วนใหญ่แล้ว ‘ซีสต์’ มักจะตรวจพบโดยบังเอิญจากการตรวจโรคอื่นๆ แต่อาการหนึ่งที่พบได้บ่อยคือ คนไข้มักจะมาพบแพทย์ด้วยปัญหาการมีบุตรยาก เมื่อตรวจร่ายกายแล้วจึงพบว่ามีซีสต์เป็นอุปสรรคขัดขวางอยู่


.



#ซีสต์ที่รังไข่ส่งผลอย่างไรกับการมีบุตรยาก?


ซีสต์ที่ทำให้เกิดปัญหาการตั้งครรภ์ มักจะเกิดจากซีสต์ที่เป็นโรค ได้แก่ #ช็อกโกแลตซีสต์ ซึ่งมักจะส่งผลต่อกลไกการทำงานของรังไข่และทำให้คนไข้มีลูกได้ยากขึ้น ซีสต์ชนิดนี้เมื่อเกิดขึ้นในรังไข่และยังมีขนาดเล็กอยู่จะทำให้ฟองไข่เจริญเติบโตได้ตามปกติ แต่คุณภาพของฟองไข่ที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีช็อกโกแลตซีสต์นั้นจะมีสารเคมีบางอย่างที่ทำให้ฟองไข่ที่ตกในรังไข่ข้างนั้นด้อยคุณภาพลง และเจริญเติบโตได้น้อยกว่าอีกข้างที่ไม่มีซีสต์ และเมื่อซีสต์มีขนาดใหญ่ขึ้นจะทำให้การเจริญเติบโตของฟองไข่เป็นไปได้ยากขึ้น เช่น ถ้าซีสต์มีขนาด 1 ซม. จะเหลือพื้นที่ในรังไข่ให้กับไข่เยอะ ทำให้ไข่มีโอกาสที่จะโตได้ตามปกติ แต่ถ้าขนาดซีสต์ใหญ่มากถึง 5 ซม. พื้นที่ในรังไข่ก็จะเหลือน้อยลง ไข่จะเจริญเติบโตได้ไม่เต็มที่ เพราะความดันในรังไข่สูงมาก และอาจทำให้ไข่ไม่ไป


ตกในข้างที่มีซีสต์เลย เมื่อไข่ไม่ตกในข้างที่มีซีสต์ก็ทำให้โอกาสในการตั้งครรภ์ลดลงตามไปด้วย


เพราะฉะนั้นแล้วไม่ว่าซีสต์จะเกิดขึ้นในรังไข่หรือนอกรังไข่ก็สามารถส่งผลกระทบกับการตั้งครรภ์ได้ทั้งสิ้น เพราะว่าระบบสืบพันธุ์ของเพศหญิงเป็นกลุ่มโรคที่โยงถึงกันอยู่ค่ะ


.


#การรักษาเมื่อตรวจพบช็อคโกแลตซีสต์

ทำอย่างไร?


การรักษาโดยทั่วไปจะมี 2 วิธี คือ การใช้ยาและการผ่าตัด


✅การใช้ยา ยาทุกตัวที่ใช้ในการรักษาซีสต์ที่รังไข่นี้จะเป็นยาที่มีฤทธิ์คุมกำเนิดทั้งหมด ทำให้คนไข้ไม่สามารถมีบุตรได้ เนื่องจากโรคนี้อาศัยฮอร์โมนเพศหญิงที่สร้างจากรังไข่ในแต่ละเดือนทำให้มันโตขึ้น ดังนั้นการรักษาโรคนี้ต้องใช้ยาเพื่อยังยั้งไม่ให้


ไข่เจริญเติบโต โรคจึงจะสงบลงได้ ซึ่งวิธีนี้ไม่เหมาะสำหรับคนที่ต้องการมีบุตร


✅การผ่าตัด สามารถทำได้ด้วยการส่องกล้องผ่าตัดเข้าไปเพื่อลอกซีสต์ออกมา ซึ่งประโยชน์ของการส่องกล้องผ่าตัดนั้นทำให้เราสามารถตรวจโรคได้ รู้ว่าผลของการตรวจชิ้นเนื้อนี้เป็นซีสต์ธรรมดาหรือเป็นมะเร็ง และจัดการกับซีสต์ได้อย่างตรงจุด ถ้าส่องกล้องเข้าไปแล้วพบรอย

โรคอื่นๆ ก็สามารถทำลายรอยโรคเหล่านั้นได้ ทำให้มดลูก รังไข่ และอวัยวะต่างๆ ที่แวดล้อมอยู่ข้างในปลอดโรคไปได้ระยะหนึ่ง และทำให้คนไข้สามารถมีบุตรได้ตามธรรมชาติได้ง่ายขึ้น หรือหากตรวจพบว่าท่อรังไข่อุดตันก็สามารถวางแผนการรักษาหรือผ่าตัดเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการมีบุตรในอนาคตได้ ซึ่งการผ่าตัดแบบนี้จะฟื้นตัวได้ไวและมีแผลขนาดเล็ก


แต่การผ่าตัดก็มีผลข้างเคียงและความเสี่ยงจากการผ่าตัดที่คนไข้ต้องนำกลับไปพิจารณาด้วยเช่นกัน เช่น การดมยาสลบ การสอดกล้องในหน้าท้องที่


มีพังผืดเยอะซึ่งเกิดจากเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ อาจจะไปโดนอวัยวะต่างๆ ข้างในได้


นอกจากนั้นยังมีอีกข้อควรระวังซึ่งอาจส่งผลต่อการมีบุตร คือ เมื่อเราลอกซีสต์ออกจากรังไข่แล้วจะทำให้เนื้อที่ดีของรังไข่ที่ติดกับผนังซีสต์ออกไปด้วย เมื่อผนังรังไข่หายไปส่วนหนึ่ง จะทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานของรังไข่ ปริมาณฟองไข่ และการโตของไข่ก็อาจจะลดลงตามไปด้วย ถ้าซีสต์มีขนาดเล็กอาจจะลอกง่ายและไม่มีผลกับผนังรังไข่มาก แต่ถ้าซีสต์มีขนาดใหญ่มาก ต้องลอกเนื้อรังไข่ออกไปมากก็อาจจะทำให้รังไข่ผลิตไข่ได้น้อยลงหรือผลิตไม่ได้เลยก็เป็นได้


.

.


วิธีการรักษาซีสต์ที่เหมาะกับคนไข้แต่ละคนนั้นจะแตกต่างกันไปตามลักษณะของโรคและความต้องการในการรักษา ฉะนั้นใครจะเหมาะสมกับวิธีไหนนั้นจะต้องมาพบแพทย์เพื่อพูดคุยถึงข้อดีและ


ข้อเสียของแต่ละวิธี และวางแผนการรักษาร่วมกันก่อน หากคนไข้ต้องการมีบุตรแพทย์ก็จะหาวิธีที่ช่วยให้คนไข้ปลอดโรคก่อนและวางแผนสำหรับการมีบุตรต่อไปในอนาคต






ดู 0 ครั้ง0 ความคิดเห็น
ครูก้อย.jpg

คุยกับครูก้อย/ทีมงาน

ครูก้อยเป็นผู้ก่อตั้ง บริษัท เบบี้แอนด์มัม (ประเทศไทย) จำกัด และเป็นเจ้าของเพจ BabyAndMom.co.th (เพจให้ความรู้สำหรับผู้มีบุตรยาก) ครูก้อยยินดีอย่างยิ่งที่จะแบ่งปันความรู้และประสบการณ์ตรงตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ท่านใดที่ต้องการคุยกัน สามารถทัก LINE@ เข้ามาได้เลยนะคะ โดยจะมีครูก้อยและทีมงานคอยให้การต้อนรับค่ะ